ขายทองคำมีกำไร ต้องเสียภาษีไหม? สรุปครบทุกกรณีที่นักลงทุนทองต้องรู้ ปี 2569

ขายทองคำมีกำไร ต้องเสียภาษีไหม? สรุปครบทุกกรณีที่นักลงทุนทองต้องรู้ ปี 2569

23 กรกฎาคม 2569 เวลา 17:20 น.

"ขายทองคำมีกำไร ต้องเสียภาษีไหม" — นี่คือคำถามที่นักลงทุนทองคำถามกันมากที่สุดคำถามหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง หลายคนที่ถือทองมานานตัดสินใจขายทองออกมาแล้วได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่พอเงินเข้าบัญชีกลับเริ่มไม่แน่ใจว่า กำไรจากการขายทองคำก้อนนี้ต้องนำไปยื่นภาษีหรือเปล่า? แล้วถ้าเทรด Gold Futures หรือขายกองทุนทองล่ะ ภาษีขายทองคิดเหมือนกันไหม?

คำตอบสั้นที่สุดคือ "ขึ้นอยู่กับว่าคุณขายทองรูปแบบไหน และพฤติกรรมการซื้อขายของคุณเป็นแบบใด" เพราะทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ Gold Futures และกองทุนทองคำ มีหลักภาษีที่ไม่เหมือนกันเลย บทความนี้ THAIGOLDHUB จะพาไล่ทีละกรณีแบบละเอียด อ่านจบแล้วคุณจะตอบตัวเองได้ทันทีว่ากรณีของคุณ ขายทองคำมีกำไรแล้วต้องเสียภาษีไหม และควรเตรียมตัวอย่างไร

หมายเหตุสำคัญก่อนอ่านต่อ: บทความนี้สรุปหลักการทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล กฎหมายภาษีมีรายละเอียดปลีกย่อยและอาจเปลี่ยนแปลงได้ กรณีที่มูลค่าสูงหรือซับซ้อน ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรง

สรุปสั้นใน 1 นาที: ขายทองแบบไหน เสียภาษีแบบไหน

สำหรับคนที่ต้องการคำตอบเร็ว ตารางนี้สรุปภาพรวมภาษีขายทองแต่ละประเภทไว้ให้ก่อน แล้วค่อยลงรายละเอียดทีละหัวข้อ

รูปแบบการขายทองกำไรต้องเสียภาษีเงินได้ไหม (บุคคลธรรมดา)หมายเหตุทองรูปพรรณ (สร้อย แหวน ที่ซื้อไว้ใส่เอง)โดยทั่วไปเข้าข่ายได้รับยกเว้น หากไม่ได้ซื้อมาเพื่อค้าหรือหากำไรดูเจตนาการได้มาเป็นหลักทองคำแท่ง (ซื้อเพื่อลงทุน)ในทางหลักการถือเป็นเงินได้พึงประเมินทางปฏิบัติไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่หน้าร้านซื้อขายทองบ่อยครั้ง / ทำเป็นอาชีพเข้าข่ายต้องเสียภาษี และอาจถูกมองเป็นการค้าความถี่และปริมาณคือปัจจัยชี้Gold Futures (TFEX)กำไรของบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจุดเด่นด้านภาษีของตลาดอนุพันธ์กองทุนทองคำ / Gold ETF (ขายผ่านตลาดหลักทรัพย์)กำไรจากการขายหน่วยลงทุนโดยทั่วไปได้รับยกเว้นเงื่อนไขขึ้นกับประเภทกองทุนและช่องทางขายทองมรดก / ทองที่ได้รับเป็นของขวัญโดยทั่วไปได้รับยกเว้น เพราะไม่ได้ได้มาเพื่อค้าหากำไรเก็บหลักฐานการได้มาไว้เสมอ

จะเห็นว่าคำถามเดียวกันว่า ขายทองคำมีกำไร ต้องเสียภาษีไหม แต่คำตอบต่างกันได้มาก ทีนี้มาลงลึกทีละกรณีกัน

หลักกฎหมายพื้นฐาน: กำไรจากการขายทองคำ คือ "เงินได้" ประเภทไหน

ก่อนแยกรายกรณี ต้องเข้าใจโครงหลักของกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก่อน 2 มาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ

  1. เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) — กำไรจากการขายทรัพย์สิน รวมถึงสังหาริมทรัพย์อย่างทองคำ โดยหลักการถือเป็นเงินได้ประเภทหนึ่งที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

  2. ข้อยกเว้นตามมาตรา 42(9) — เงินได้จากการขาย "สังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร" ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้

จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่คำว่า "เจตนาในการได้มา" ถ้าคุณได้ทองมาโดยไม่ได้มุ่งค้าหากำไร เช่น ได้รับเป็นมรดก ได้รับเป็นของขวัญวันแต่งงาน หรือซื้อสร้อยทองมาใส่เองแล้ววันหนึ่งจำเป็นต้องขาย กำไรส่วนนั้นโดยทั่วไปเข้าข่ายได้รับยกเว้นภาษี แต่ถ้าคุณซื้อทองคำแท่งมาโดยตั้งใจ "ลงทุนรอราคาขึ้นเพื่อขายทำกำไร" ในทางหลักการ กำไรจากการขายทองคำนั้นถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปรวมยื่นภาษี

ฟังดูน่าตกใจใช่ไหม? แต่เดี๋ยวก่อน — ในทางปฏิบัติมีรายละเอียดอีกหลายชั้นที่ต้องรู้ ไปดูทีละกรณี

กรณีที่ 1: ขายทองรูปพรรณที่ซื้อไว้ใส่เอง

นี่คือกรณีที่คนไทยเจอบ่อยที่สุด สร้อยคอ แหวน กำไล ที่ซื้อมาใส่ ซื้อมาเก็บเป็นสมบัติ หรือได้รับตกทอดจากพ่อแม่ เมื่อถึงวันที่ต้องขายเพราะราคาทองดีหรือต้องการใช้เงิน

  • หลักการ: ทองรูปพรรณที่ซื้อมาเพื่อสวมใส่ ไม่ได้ซื้อมาเพื่อค้าหรือหากำไร เข้าข่ายสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 42(9) กำไรจากการขายจึงโดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

  • ทางปฏิบัติ: เมื่อขายทองรูปพรรณที่ร้านทอง ร้านจะรับซื้อตามราคารับซื้อทองรูปพรรณของวันนั้น ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายใดๆ จากผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดา

  • ข้อควรระวัง: ถ้าคุณซื้อทองรูปพรรณเข้าๆ ออกๆ บ่อยครั้งจนดูเหมือนการค้า เจตนา "ใส่เอง" จะอ่อนลง และอาจถูกตีความว่ามุ่งหากำไรได้

สรุปกรณีนี้: คนทั่วไปที่ขายสร้อยทองเก่าของตัวเองนานๆ ครั้ง แทบไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีขายทองเลย

กรณีที่ 2: ขายทองคำแท่งที่ซื้อมาเพื่อลงทุน

นี่คือหัวใจของคำถามว่า ขายทองคำมีกำไร ต้องเสียภาษีไหม เพราะทองคำแท่งคือรูปแบบที่นักลงทุนนิยมที่สุด และเจตนาการซื้อชัดเจนว่า "ซื้อเพื่อลงทุน"

  • หลักการ: เมื่อซื้อทองคำแท่งโดยมุ่งหวังกำไรจากส่วนต่างราคา กำไรที่เกิดขึ้นเมื่อขายในทางหลักการถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่นำไปรวมคำนวณยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วยตนเอง

  • ทางปฏิบัติ: การขายทองคำแท่งที่ร้านทองทั่วไป ไม่มีระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ขายบุคคลธรรมดา ร้านทองจ่ายเงินเต็มตามราคารับซื้อของสมาคมค้าทองคำ ณ ขณะนั้น ภาระการยื่นจึงอยู่ที่ตัวผู้ขายเอง

  • จุดที่หลายคนเข้าใจผิด: "ไม่ถูกหักภาษีตอนขาย" ไม่ได้แปลว่า "ไม่มีหน้าที่ทางภาษี" สองเรื่องนี้คนละประเด็นกัน การไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเพียงกลไกการจัดเก็บ ไม่ใช่การยกเว้นภาษี

แล้วเส้นแบ่งระหว่าง "ขายทองส่วนตัวนานๆ ครั้ง" กับ "ลงทุนหากำไร" อยู่ตรงไหน? ปัจจัยที่มักถูกใช้พิจารณา ได้แก่

  1. ความถี่ของการซื้อขาย — ซื้อขายปีละครั้งสองครั้ง กับซื้อขายทุกสัปดาห์ น้ำหนักต่างกันมาก

  2. ปริมาณและมูลค่า — ขายทอง 1 บาททองคำ กับขายครั้งละ 50–100 บาททองคำเป็นประจำ ถูกมองต่างกัน

  3. พฤติกรรมโดยรวม — มีการซื้อตอนราคาลง ขายตอนราคาขึ้นอย่างเป็นระบบต่อเนื่องหรือไม่

  4. แหล่งที่มาของทอง — ซื้อมาเองเพื่อเก็งกำไร หรือได้รับมรดก/ของขวัญ

ยิ่งพฤติกรรมเข้าใกล้ "การค้า" มากเท่าไร โอกาสที่กำไรจะถูกมองเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีก็ยิ่งสูงขึ้น สำหรับสายเทรดที่ซื้อขายทองแท่งถี่ๆ เพื่อกินส่วนต่างราคา ควรวางแผนภาษีอย่างจริงจัง ไม่ควรมองข้ามประเด็นนี้

กรณีที่ 3: ซื้อขายทองเป็นอาชีพ หรือซื้อขายถี่มาก

สำหรับคนที่เทรดทองคำแท่งจริงจัง หมุนรอบซื้อขายหลายครั้งต่อเดือน หรือรับซื้อ-ขายต่อให้คนอื่นจนมีลักษณะเป็นธุรกิจ ประเด็นภาษีจะเข้มข้นขึ้นอีกระดับ

  • กำไรถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ยื่นทั้งกลางปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.94 และปลายปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 ตามเงื่อนไขของเงินได้ประเภทนี้)

  • หากรายรับจากการประกอบกิจการเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (1.8 ล้านบาทต่อปีสำหรับกิจการที่ต้องเสีย VAT) อาจมีประเด็นเรื่องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้การขายทองคำแท่งมีกติกา VAT เฉพาะของธุรกิจค้าทองที่ต่างจากสินค้าทั่วไป

  • อย่าลืมว่าปัจจุบันมีกฎหมาย e-Payment ที่กำหนดให้สถาบันการเงินรายงานบัญชีที่มีเงินเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือเงินเข้าตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปี ให้กรมสรรพากรทราบ — พฤติกรรมการเงินของผู้ค้าทองรายย่อยจึงอยู่ในสายตาของระบบมากกว่ายุคก่อนมาก

ใครที่ทำอยู่ในระดับนี้ คำแนะนำที่ตรงที่สุดคือ ปรึกษานักบัญชีหรือกรมสรรพากรโดยตรง เพื่อวางโครงสร้างภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ค่าใช้จ่ายในการทำให้ถูกต้อง ถูกกว่าค่าปรับและภาษีย้อนหลังเสมอ

กรณีที่ 4: Gold Futures ใน TFEX — จุดเด่นด้านภาษีที่สายเทรดชอบ

สำหรับมือเก่าสายเทรดที่เก็งกำไรทิศทางราคาทองคำผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ข่าวดีคือ

  • กำไรจากการซื้อขาย Gold Futures / Gold Online Futures ของนักลงทุนบุคคลธรรมดา ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ เช่นเดียวกับกำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลธรรมดา

  • ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากกำไรการเทรด และไม่ต้องนำกำไรส่วนนี้ไปรวมยื่นภาษีปลายปี

  • นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่นักเก็งกำไรระยะสั้นจำนวนไม่น้อยเลือกเทรดทองผ่าน TFEX แทนการหมุนทองคำแท่งจริง เพราะนอกจากใช้เงินหลักประกันน้อยกว่า ยังไม่มีภาระภาษีจากกำไร (แต่ก็มีความเสี่ยงจาก leverage ที่สูงกว่ามากเช่นกัน)

ข้อสังเกตสำคัญ: ความได้เปรียบด้านภาษีนี้ใช้กับ "บุคคลธรรมดา" เป็นหลัก กรณีนิติบุคคลเทรด กำไรต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ

กรณีที่ 5: กองทุนทองคำ และ Gold ETF

อีกช่องทางยอดนิยมของนักลงทุนทองคำคือกองทุนรวมทองคำและ Gold ETF ซึ่งภาษีก็มีจุดที่ควรรู้

  • กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนกองทุนรวมทองคำ (capital gain) ของบุคคลธรรมดา โดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ต่างจากกองทุนตราสารหนี้ที่กำไรบางส่วนถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

  • Gold ETF ที่ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ กำไรจากการขายของบุคคลธรรมดาในตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษีเช่นเดียวกับหุ้น

  • สิ่งที่อาจมีภาษีคือ เงินปันผล (ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) ซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือเลือกนำไปรวมยื่นปลายปีได้ตามเงื่อนไข

สำหรับคนที่อยากได้ exposure ราคาทองโดยไม่อยากถือทองจริงและไม่อยากยุ่งกับประเด็นภาษีของทองแท่ง กองทุนทองจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ด้านความเรียบง่ายทางภาษีมากกว่า แลกกับค่าธรรมเนียมการจัดการที่ต้องจ่ายทุกปี

กรณีที่ 6: ทองมรดก และทองที่ได้รับเป็นของขวัญ

  • ทองที่ได้รับเป็น มรดก เข้าข่ายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกตามมาตรา 42(9) โดยตรง กำไรจากการขายโดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ (ส่วนภาษีการรับมรดกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีเกณฑ์ยกเว้นสำหรับมรดกมูลค่าไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อผู้รับ)

  • ทองที่ได้รับเป็น ของขวัญ จากพ่อแม่ คู่สมรส หรือในโอกาสตามประเพณี เช่น สินสอด ของรับไหว้ ก็มีเกณฑ์ยกเว้นภาษีการรับให้ตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด และเมื่อขายต่อ กำไรโดยทั่วไปเข้าเงื่อนไขยกเว้นเพราะไม่ได้ได้มาเพื่อค้าหากำไร

  • คำแนะนำเชิงปฏิบัติ: เก็บหลักฐานการได้มาไว้เสมอ เช่น พินัยกรรม ภาพถ่ายงานแต่ง เอกสารการโอน เพราะหากวันหนึ่งถูกสอบถาม หลักฐานเหล่านี้คือสิ่งที่ยืนยัน "เจตนาการได้มา" ของคุณ

แล้ว VAT ล่ะ? ซื้อขายทองมีภาษีมูลค่าเพิ่มไหม

หลายคนสับสนระหว่างภาษีเงินได้กับ VAT ขอสรุปให้ชัด

  • ทองคำแท่ง: การขายทองคำแท่งได้รับยกเว้น VAT ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด นี่คือเหตุผลที่ราคาทองแท่งไม่มี VAT บวกเพิ่ม

  • ทองรูปพรรณ: มี VAT เฉพาะส่วนที่เป็นค่ากำเหน็จและส่วนต่างของร้านทอง (ไม่ได้คิดจากมูลค่าทองเต็มจำนวน) ซึ่งร้านทองเป็นผู้มีหน้าที่นำส่ง ผู้บริโภคจ่ายรวมมาในราคาแล้ว

  • ผู้ขายรายบุคคล: คนทั่วไปที่ขายทองของตัวเองไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับ VAT ใดๆ เว้นแต่ทำเป็นธุรกิจจนเข้าเกณฑ์ต้องจดทะเบียน

ดังนั้นสำหรับนักลงทุนรายย่อย VAT แทบไม่ใช่ประเด็นที่ต้องกังวลตอนขายทอง ประเด็นหลักอยู่ที่ภาษีเงินได้ตามที่ไล่มาข้างต้นมากกว่า

เช็กลิสต์เตรียมตัวก่อนขายทองล็อตใหญ่

ไม่ว่ากรณีของคุณจะเข้าข่ายเสียภาษีหรือไม่ การมีวินัยด้านเอกสารช่วยให้คุณอยู่ในจุดที่ปลอดภัยเสมอ แนะนำให้ทำสิ่งเหล่านี้

  1. เก็บใบเสร็จรับเงินตอนซื้อทองทุกครั้ง — นี่คือหลักฐานต้นทุนที่สำคัญที่สุด กำไรคำนวณจากราคาขายลบต้นทุน ไม่มีหลักฐานต้นทุน = พิสูจน์กำไรที่แท้จริงยาก

  2. จดบันทึกการซื้อขาย — วันที่ ราคาต่อบาททองคำ จำนวน น้ำหนัก ร้านที่ซื้อ/ขาย ทำเป็นตารางง่ายๆ ก็พอ

  3. แยกบัญชีเงินลงทุนทองออกจากบัญชีใช้จ่ายส่วนตัว — ช่วยให้ตามรอยเงินง่าย ทั้งกับตัวเองและกรณีต้องชี้แจง

  4. เช็คราคารับซื้อจากประกาศสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยก่อนไปขายเสมอ — ราคารับซื้อทองแท่งและทองรูปพรรณต่างกัน และเปลี่ยนได้หลายรอบต่อวัน

  5. ถ้าซื้อขายถี่หรือมูลค่าสูง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ — เส้นแบ่งเรื่อง "มุ่งค้าหากำไร" เป็นเรื่องข้อเท็จจริงรายกรณี คำตอบที่แม่นที่สุดมาจากการหารือกับกรมสรรพากรหรือนักภาษีอากรโดยตรง

สำหรับผู้ที่กำลังประเมินมูลค่าทอง ควรแยกเรื่องภาษีออกจากการตัดสินใจด้านราคา และ ตรวจสอบราคาทองคำวันนี้ รวมถึง ราคารับซื้อทองรูปพรรณวันนี้ ก่อนทำรายการจริง

เปรียบเทียบภาษีของทองแต่ละรูปแบบโดยไม่ใช้แทนคำแนะนำเฉพาะบุคคล

ตารางนี้ใช้เพื่อแสดงว่าผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีกติกาต่างกัน ไม่ใช่การจัดอันดับว่าช่องทางใด “ดีที่สุด” เพราะความเสี่ยง ต้นทุน สภาพคล่อง และเงื่อนไขทางภาษีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

รูปแบบประเด็นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาโดยสรุปสิ่งที่ต้องตรวจเพิ่มGold Futures ใน TFEXSET ระบุว่ากำไรจากการขายในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีประเภทสัญญา ค่าธรรมเนียม และสถานะผู้ลงทุนกองทุนทองคำ / Gold ETFCapital gain ของบุคคลธรรมดาโดยทั่วไปได้รับยกเว้น ส่วนเงินปันผลอาจมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายหนังสือชี้ชวนและนโยบายจ่ายปันผลของกองทุนทองคำแท่ง / ทองรูปพรรณพิจารณาเจตนาในการได้มาและข้อเท็จจริงว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวหรือมุ่งค้าหากำไรเอกสารต้นทุน ความถี่ มูลค่า และพฤติกรรมการขายซื้อขายเป็นธุรกิจอาจมีหน้าที่ภาษี เงินได้ บัญชี และ VAT ตามสถานะผู้ประกอบการควรหารือกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นภาพรวมเพื่อการศึกษา การเลือกช่องทางลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงและเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์ ไม่ควรตัดสินใจจากภาษีเพียงด้านเดียว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ขายทองคำมีกำไร ต้องเสียภาษีไหม ถ้าขายแค่ปีละครั้ง?

ถ้าเป็นทองที่ซื้อเก็บไว้หรือได้รับมา และขายนานๆ ครั้งโดยไม่ได้มีพฤติกรรมค้าหากำไร โดยทั่วไปเข้าข่ายได้รับยกเว้นตามมาตรา 42(9) แต่ถ้าซื้อมาเพื่อลงทุนโดยเจตนาชัดเจน ในทางหลักการกำไรถือเป็นเงินได้พึงประเมิน กรณีก้ำกึ่งควรสอบถามกรมสรรพากรโดยตรง

2. ขายทองที่ร้านทอง ทำไมไม่เห็นถูกหักภาษีเลย?

เพราะการขายทองของบุคคลธรรมดาที่ร้านทองไม่มีระบบหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้านจ่ายเงินเต็มจำนวนตามราคารับซื้อ แต่การไม่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ไม่ได้แปลว่าไม่มีหน้าที่ทางภาษี หากกำไรนั้นเข้าข่ายเป็นเงินได้ที่ต้องยื่น ผู้ขายมีหน้าที่ยื่นเอง

3. เทรด Gold Futures ได้กำไร ต้องยื่นภาษีไหม?

กำไรจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าใน TFEX ของนักลงทุนบุคคลธรรมดา ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ จึงไม่ต้องนำไปรวมยื่นภาษีปลายปี

4. ขายกองทุนทองได้กำไร เสียภาษีไหม?

กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (capital gain) ของบุคคลธรรมดาโดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่อาจมีภาษีคือเงินปันผล ซึ่งถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% หรือเลือกนำไปรวมยื่นปลายปีได้

5. ขายทองมรดกของแม่ ต้องเสียภาษีไหม?

ทองที่ได้รับเป็นมรดกเป็นสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก กำไรจากการขายโดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ แนะนำให้เก็บหลักฐานการได้รับมรดกไว้ยืนยันแหล่งที่มา

6. ซื้อขายทองแท่งบ่อยแค่ไหนถึงถูกมองว่า "ค้าหากำไร"?

กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งตายตัว การพิจารณาดูจากข้อเท็จจริงโดยรวม ทั้งความถี่ ปริมาณ มูลค่า และรูปแบบพฤติกรรม ยิ่งซื้อขายถี่และเป็นระบบมากเท่าไร ยิ่งเข้าใกล้การค้ามากเท่านั้น หากทำในระดับจริงจังควรวางแผนภาษีกับผู้เชี่ยวชาญ

7. เงินจากการขายทองเข้าบัญชีก้อนใหญ่ กรมสรรพากรจะรู้ไหม?

กฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่รายงานส่งข้อมูลธุรกรรมลักษณะเฉพาะต่อกรมสรรพากรเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ ได้แก่ ฝากหรือรับโอนรวมตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือรวมตั้งแต่ 400 ครั้งและมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป การเข้าเกณฑ์รายงานข้อมูลไม่ได้แปลว่าเกิดภาษีโดยอัตโนมัติ และการไม่เข้าเกณฑ์ก็ไม่ได้ยกเว้นหน้าที่ภาษีที่อาจมีตามข้อเท็จจริง

8. ซื้อทองรูปพรรณต้องจ่าย VAT ไหม แล้วตอนขายคืนล่ะ?

ตอนซื้อทองรูปพรรณ มี VAT เฉพาะส่วนค่ากำเหน็จ/ส่วนต่างของร้าน ซึ่งรวมอยู่ในราคาที่จ่ายแล้ว ส่วนตอนขายคืน บุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่เรื่อง VAT ใดๆ

9. ควรเก็บเอกสารอะไรบ้างเวลาซื้อขายทอง?

ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีตอนซื้อ บันทึกวันที่และราคาซื้อ-ขาย หลักฐานการโอนเงิน และหลักฐานการได้มา (กรณีมรดก/ของขวัญ) เอกสารเหล่านี้คือเครื่องมือพิสูจน์ต้นทุนและเจตนาการได้มาที่ดีที่สุด

10. ราคารับซื้อทองที่ร้านต่างกัน ควรเช็คจากที่ไหนก่อนขาย?

เช็คราคากลางจากประกาศของสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย (goldtraders.or.th) ซึ่งอัปเดตหลายรอบต่อวัน หรือติดตามราคาทองคำวันนี้แบบเรียลไทม์พร้อมมุมมองจากชุมชนได้ที่ THAIGOLDHUB


แหล่งอ้างอิงหลักที่ตรวจเมื่อ 23 กรกฎาคม 2569

ข้อสงวนสิทธิ์

บทความหรือข่าวสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยเนื้อหาบางส่วนอาจเรียบเรียงจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หรืออาจจัดทำขึ้นโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสรุปข้อมูลจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และนำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อการทำความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ทั้งนี้ มิได้เป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือการซื้อขายทองคำ สินทรัพย์ หรือหลักทรัพย์ใด ๆ ผู้จัดทำได้พยายามตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างเต็มที่ แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา และขอสงวนสิทธิ์ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใด

เนื้อหาในบทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษีหรือกฎหมายเฉพาะบุคคล กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และตรวจราคาทองคำล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยก่อนทำรายการจริง

บทความที่เกียวข้อง