
สรุปบทสัมภาษณ์ James Rickards จาก Commodity Culture แบบละเอียด
บางครั้งราคาทองคำที่พุ่งขึ้นแรง คนก็มักจะมองว่าเป็นแค่กราฟ ตัวเลข หรือจังหวะเก็งกำไรระยะสั้น แต่ถ้ามองลึกลงไปในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์อย่าง James Rickards ราคาทองคำไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องเงินเฟ้อหรือดอกเบี้ย แต่มันกำลังสะท้อน “ความไม่ไว้วางใจ” ที่ประเทศต่างๆ มีต่อระบบการเงินโลกมากขึ้นทุกที
ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ Commodity Culture นั้น James Rickards พูดถึงทองคำ เงิน (Silver) เฟด สงคราม และภูมิรัฐศาสตร์ เหมือนทุกเรื่องเป็นภาพเดียวกันทั้งหมด และภาพนั้นคือ โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ผู้คน รัฐบาล และธนาคารกลาง เริ่มหันกลับมาหาของที่ “จับต้องได้จริง” มากขึ้นเรื่อยๆ
ทองคำจึงไม่ใช่แค่โลหะมีค่า แต่มันกำลังกลับไปเป็นแก่นของความมั่นคงอีกครั้ง
ภาพรวมแรงขับเคลื่อนราคาทองคำ ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และเป้าหมายสู่ 20,000 ดอลลาร์
Rickards มองว่าการขึ้นของทองคำไม่ใช่เรื่องชั่วคราว และไม่ใช่แค่เพราะนักลงทุนแห่ซื้อเวลาโลกมีปัญหา แต่มีแรงขับหลายด้านที่ทำงานพร้อมกัน
แรงขับแรกที่เขาย้ำมากที่สุดคือ การซื้อทองของธนาคารกลางทั่วโลก ตั้งแต่ราวปี 1970 ถึง 2010 ธนาคารกลางส่วนใหญ่เป็น “ผู้ขายสุทธิ” แต่หลังจากนั้นทิศทางกลับเปลี่ยนไป ธนาคารกลางหลายแห่งกลายเป็น “ผู้ซื้อสุทธิ” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรัสเซียและจีน ในมุมของเขา เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อผู้เล่นระดับประเทศเริ่มสะสมทองคำในระยะยาว แปลว่าความต้องการนี้มาจากการ จัดวางยุทธศาสตร์ระดับชาติ ไม่ใช่อารมณ์ตลาดระยะสั้น
ขณะที่ฝั่งอุปทานทองคำโลกกลับไม่ได้โตตาม ความสามารถในการผลิตทองใหม่ยังค่อนข้างคงที่ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ เมื่อของมีเท่าเดิมแต่คนอยากได้มากขึ้น ราคาก็ต้องขยับขึ้นเพื่อหาจุดสมดุลใหม่ ทองคำจึงมีลักษณะของการลงทุนแบบ “ขึ้นได้มาก แต่ลงยาก” เพราะเมื่อราคาย่อลง ธนาคารกลางมักจะกลับเข้ามาซื้อเพื่อรองรับราคาไว้
การอายัดหรือแช่แข็งทรัพย์สินของรัสเซียโดยชาติตะวันตกหลังสงครามยูเครน กลับกลายเป็นการส่งสัญญาณให้หลายประเทศทั่วโลก (เช่น จีน ซาอุฯ ญี่ปุ่น) ตั้งคำถามว่า "ถ้าวันหนึ่งสหรัฐฯ ไม่พอใจเรา เราจะโดนแบบนี้หรือเปล่า?"
สิ่งที่ตามมาคือความต้องการถือสินทรัพย์ที่ไม่ถูกควบคุมได้ง่าย และทองคำคือคำตอบที่ชัดที่สุด เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ทองคำมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ “ทุนสำรองที่ปลอดจากการเมือง” ยิ่งโลกใช้การเงินเป็นอาวุธมากเท่าไร ทองคำก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น
Rickards พยายามหักล้างแนวคิดที่ว่า “โลกกำลังทิ้งดอลลาร์อย่างรวดเร็ว” เขามองว่าเรื่องนี้ถูกพูดซ้ำจนเกินจริง ประเทศต่างๆ ยังถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่จำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่การหนีออกจากดอลลาร์แบบเด็ดขาด แต่คือ การเริ่มระวังและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ทยอยเพิ่มทองคำไว้เป็นอีกขาหนึ่งของระบบสำรองระหว่างประเทศ นี่จึงไม่ใช่โลกที่ดอลลาร์ตายลงทันที แต่เป็นโลกที่ทองคำกลับมามีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ
Rickards ยืนเป้าหมายเดิมว่าทองคำมีโอกาสไปได้ถึงระดับ 20,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ฟังดูเว่อร์ แต่เขาอธิบายผ่านหลักคณิตศาสตร์ง่ายๆ ว่า คนเรามักยึดติดกับตัวเลข และลืมไปว่า ยิ่งฐานราคาสูงขึ้น การขึ้นทีละ 1,000 ดอลลาร์ยิ่งต้องการเปอร์เซ็นต์การปรับขึ้นที่น้อยลง
จาก 2,000 ไป 3,000 คือขึ้น 50%
จาก 3,000 ไป 4,000 คือขึ้น 33%
จาก 9,000 ไป 10,000 คือขึ้นเพียง 11%
และจาก 19,000 ไป 20,000 คือขึ้นอีกเพียง ไม่กี่เปอร์เซ็นต์
แปลว่าในทางคณิตศาสตร์ ยิ่งราคาขึ้นสูง การวิ่งผ่าน “หลักพัน” ต่างๆ จะยิ่งเร็วขึ้น สิ่งที่คนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ อาจเกิดเร็วกว่าที่คาด
โลหะเงินมักวิ่งตามทองในวัฏจักรใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เงินน่าสนใจคือบทบาทในฐานะ วัตถุดิบทางอุตสาหกรรมที่สำคัญมาก ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฟฟ้า อาวุธ และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และดาต้าเซ็นเตอร์ เงินจึงมีแรงหนุนสองด้านพร้อมกัน ทั้งแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและแรงซื้อจากอุตสาหกรรม เขามองว่าโลหะเงินกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนในเชิงโครงสร้างมากขึ้น
Rickards มองว่าแนวคิด “ความเป็นอิสระของเฟด” เป็นเหมือนมายาคติทางประวัติศาสตร์มากกว่าความจริง เพราะมักมีอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ นอกจากนี้ เขายังเตือนว่า ดอกเบี้ยต่ำมากๆ มักจะเป็นสัญญาณของภาวะถดถอย เศรษฐกิจที่แข็งแรงจริงควรอยู่กับดอกเบี้ยระดับ 4-5% ได้ ถ้าดอกเบี้ยไหลลงต่ำมาก อาจแปลว่าเศรษฐกิจกำลังแผ่ว และนักลงทุนกำลังวิ่งเข้าหาความปลอดภัย
สหรัฐฯ กำลังกลับมาให้ความสำคัญกับพื้นที่อิทธิพลของตนเอง และใช้แนวทางแข็งกร้าวขึ้นต่อประเทศที่เป็นภัยต่อห่วงโซ่อุปทาน (เช่น จีน อิหร่าน) ทุกความตึงเครียดทางการเมืองระดับโลก ล้วนเทกลับมาสู่ประโยชน์ของทองคำ
นอกจากนี้ Rickards ยังเตือนเรื่อง AI ในตลาดการเงิน (Money GPT) ว่าหากทุกระบบใช้อัลกอริทึมที่คิดคล้ายกัน ตอบสนองคล้ายกัน และขายพร้อมกัน ตลาดอาจเผชิญภาวะพังทลายรวดเร็วแบบหยุดไม่อยู่ AI จึงสร้างความเปราะบางรูปแบบใหม่ให้ระบบการเงินด้วย
การขึ้นของทองคำเป็นผลรวมของโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้น รัฐที่ไว้ใจกันน้อยลง และระบบการเงินที่อาจเปราะบางกว่าที่คิด ทองคำกำลังกลายเป็น ภาษากลางของความไม่มั่นใจในโลกยุคใหม่
มุมมองทิ้งท้าย: เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคและการเมืองโลกหนุนหลังทองคำขนาดนี้ สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนคือการดึงตัวเอง "ออกจากความเป็นเม่า" อย่าปล่อยให้อารมณ์ความกลัวตกรถ (FOMO) พาให้เรากระโดดเข้าตลาดแบบไร้แผนการ แต่ให้มองทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการจัดพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยงระยะยาว ลงทุนอย่างมีสติ เข้าใจรอบไซเคิล และวางกลยุทธ์ให้รัดกุมครับ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสรุปและเรียบเรียงจากมุมมองของ James Rickards ควรใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด
พูดคุยกันต่อ: คุณคิดว่าแนวโน้มความไม่แน่นอนของโลกนี้ จะพาราคาทองคำไปจบที่ตรงไหน? มาร่วมแชร์มุมมองและวิเคราะห์ตลาดไปพร้อมกันได้ที่คอมเมนต์หน้าหลักครับ THAIGOLDHUB
ข้อสงวนสิทธิ์: บทความหรือข่าวสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยเนื้อหาบางส่วนอาจเรียบเรียงจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หรืออาจจัดทำขึ้นโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสรุปข้อมูลจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และนำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อการทำความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ทั้งนี้ มิได้เป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือการซื้อขายทองคำ สินทรัพย์ หรือหลักทรัพย์ใด ๆ ผู้จัดทำได้พยายามตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างเต็มที่ แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา และขอสงวนสิทธิ์ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใด




